About TPA Knowledge


ภาชนะแก้วบรรจุยาความปลอดภัยที่ต้องใส่ใจ

วันที่โพสต์ [ 06/09/2015 ]



“ยา” เป็นปัจจัย 4 ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดจนเสียชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรตระหนักคือ ความปลอดภัย ดังนั้นยาที่เราใช้นอกจากจะรักษาโรคได้แล้วยังต้องไม่นำพาให้เกิดโรคใหม่ จึงได้มีการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับสารต้องห้ามเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตมนุษย์ และมีการวิจัยมากมายที่จะพัฒนาตัวยาเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการและก้าวทันโรคที่อุบัติขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตัวยาจะมีประสิทธิภาพเพียงใดหากบรรจุในภาชนะที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้มาตรฐาน ยานั้นก็อาจจะเปลี่ยนจากยาที่มีความปลอดภัยกลายเป็นยาพิษก็เป็นได้

ดังนั้นการเลือกใช้ภาชนะที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ภาชนะที่ใช้บรรจุยามีทั้งที่เป็นพลาสติก กระดาษ โลหะ และแก้วซึ่งยาบางชนิดก็จะเหมาะสมกับภาชนะแต่ละประเภทแตกต่างกันไปซึ่งในภาชนะทั้งหมดนั้น “แก้ว” ถือว่าเป็นภาชนะที่มีความปลอดภัยที่สุด เนื่องจากผิวมีความทนทานต่อสารเคมี มีความเสถียรสูง ไม่เกิดปฏิกิริยากับยาที่อยู่ภายใน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในประเทศไทยยังไม่เคยมีหน่วยงานใดที่ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบเฉพาะทางด้านภาชนะแก้วบรรจุยาอย่างจริงจัง ดังนั้น ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว กรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งให้บริการวิเคราะห์ทดสอบ วิจัยและพัฒนา รวมทั้งให้คำปรึกษาในอุตสาหกรรมแก้ว จึงได้ขยายงานทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาขึ้น เพื่อให้บริการวิเคราะห์ทดสอบแก่ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าผู้ที่นำภาชนะแก้วบรรจุยาไปใช้งาน ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ทดสอบภาชนะบรรจุยาที่ได้จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วนี้ จะทำให้เกิดความมั่นใจต่อความปลอดภัยของภาชนะแก้วและสามารถนำไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ยาต่อไป

ดร.สุทธิเวช ต.แสงจันทร์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า หลังจากที่ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วได้เปิดบริการอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว ทางศูนย์ฯ ได้มีการพัฒนางานวิเคราะห์ ทดสอบ และงานวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยการทดสอบความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยาก็เป็นอีกผลงานหนึ่งที่น่าสนใจ โดยทางศูนย์ฯ เองก็มีความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากรและเครื่องมือที่ทันสมัย  เพื่อวิเคราะห์ทดสอบภาชนะบรรจุแก้วยาให้ครอบคลุมตามความต้องการของผู้ใช้บริการ และสามารถจำแนกประเภทของภาชนะแก้วให้เหมาะสมกับยาแต่ละชนิดได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังร่วมมือกับสถาบันที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในต่างประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนี และได้เป็น

สมาชิกองค์กรด้านแก้วระหว่างประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ.2548 รวมทั้งเป็นสมาชิกของคณะทำงานด้าน วิชาการ (TC02) ที่ทำงานเกี่ยวกับการทดสอบด้านเคมีของแก้วโดยตรงส่วนภายในประเทศนั้นก็ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการกลางในการแก้ไขปัญหาเรื่องความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยา ซึ่งผู้ผลิตยาและผู้ผลิตขวดบรรจุมีหน้าที่ต้องส่งบรรจุภัณฑ์มาตรวจสอบก่อนนำออกจำหน่าย

ส่วนประชาชนในฐานะผู้บริโภคเอง ก็ควรตระหนักต่อความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยา โดยสามารถสังเกต

เห็นสัญลักษณ์แสดงประเภทของภาชนะแก้ว ซึ่งขณะนี้มีเพียงประเภท I เท่านั้นที่สามารถเห็นสัญลักษณ์แสดงบนขวด

ได้ เนื่องจากแห้วประเภท I ใช้สำหรับบรรจุยาฉีดสำหรับมนุษย์เท่านั้น ในอนาคตผู้บริโภคอาจสังเกตเห็นสัญลักษณ์

เพิ่มเติมที่ครอบคลุมภาชนะแก้วทุกประเภทต่อไปด้วย

ดร.สุทธิเวช กล่าวการแบ่งประเภทของภาชนะแก้วบรรจุยา กำหนดมาตรฐานสากลและมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ

ประเภท I เป็นแก้วบอโรซิลิเกต มีความทนทานทางเคมีสูง ผิวมีความเป็นกลางมากที่สุด ใช้กับยาได้ทุกชนิดรวมทั้งที่

เป็นด่างอ่อนๆ แต่เนื่องจากราคาแพง โดยทั่วๆ ไปจึงใช้ทำภาชนะแก้วบรรจุยา

ประเภท II เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ผ่านกรรมวิธีดิแอลคาไลน์หรือกำจัดด่างที่ผิวแก้วบางส่วน

ออกอย่างเหมาะสม ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีดที่มีความเป็นกรดหรือเป็นกลาง โดยเฉพาะใช้ทำขวดน้ำเกลือ

ประเภท III เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาที่ใช้รับประทาน แต่ไม่ใช้ทำภาชนะ

บรรจุยาฉีด ยกเว้นทดสอบแล้วมีความคงตัวเหมาะสม

ประเภท NP เป็นแก้วโซลาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาที่ใช้รับประทานหรือยาที่ใช้ภายนอก

เฉพาะที่ แต่ไม่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีด

ภาชนะแก้วบรรจุยาประเภท I และ II พบว่าไม่มีการผลิตในประเทศ จะต้องสั่งเป็นสินค้านำเข้าเท่านั้น ในอนาคต

ประเทศไทยสามารถพัฒนาแก้วภายในประเทศให้เป็น ประเภท II ได้เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

ว่าที่ ร.ต.สรรค์ จิตรใคร่ครวญ ผู้อำนวยการโครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐมีบทบาท

สำคัญในการให้บริการทดสอบภาชนะบรรจุยา โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการทดสอบแต่ภาชนะพลาสติก

บรรจุยา แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดเปิดให้บริการทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาแก่หน่วยราชการและเอกชน ส่วนองค์กร

เภสัชกรรรมทดสอบเฉพาะภาชนะบรรจุยาที่ใช้ในหน่วยงานตนเองเท่านั้น กรมวิทยาศาสตร์บริการจึงเห็นความสำคัญ

ในเรื่องดังกล่าว โดยใช้ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วดำเนินการให้บริการทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาให้แก่หน่วยงานต่างๆ

เช่น สภากาชาดไทย กรมปศุสัตว์ และอื่นๆ นอกจากจะให้บริการในรายการที่ครอบคลุมแล้ว ผลทดสอบยังได้รับความ

เชื่อถือเนื่องจากเป็นห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้วย

ด้าน ดร.เทพีวรรณ จิตรวัชรโกมล หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว กล่าวว่า ความสำคัญของการเลือกใช้

ภาชนะบรรจุยาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับยาแต่ละชนิด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตผู้บริโภค ภาชนะแก้วบรรจุยา

นั้นเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผิวมีความทนทานต่อสารเคมีสูง ผิวไม่เปลี่ยนแปลงสภาพง่าย มีความเสถียรสูง การนำมาใช้
บรรจุยาต้องวิเคราะห์ทดสอบสมบัติทั้งทางกายภาพและสมบัติทางเคมี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปลอดภัยจริง ผู้ใช้

หรือผู้ผลิตยาต้องรู้ประเภทของภาชนะแก้วเพื่อใช้บรรจุยาอย่างถูกต้อง การวิเคราะห์ทดสอบทางกายภาพ เป็นการ

ตรวจสอบมิติ ขนาด ความหนา น้ำหนัก ความจุหรือปริมาตรการส่องผ่านของแสง สีของแก้ว ความทนทานต่อความดัน

ภายใน ความแข็งแรง ทนทานต่อการขีดข่วน ด้านเคมีเป็นการทดสอบความทนทานต่อกรด ด่าง น้ำ และการเคมี

การวิเคราะห์ปริมาณของโลหะหนัก ที่เป็นโลหะหนักที่อาจถูกปล่อยจากผิวแก้วเมื่อสัมผัสกับสารละลายหรือโลหะหนัก

ในเนื้อแก้ว

 

รายการวิเคราะห์ทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยา

ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว เปิดให้บริการวิเคราะห์ทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยา ดังนี้

1. การวิเคราะห์ประเภทของแก้ว ประกอบด้วย วิเคราะห์โดยใช้แก้วบด (Powder Glass TestX และวิเคราะห์

โดยวิธี กัดน้ำที่ 121°C (Water Attack at 121°C) ตามมาตรฐาน มอก.501-2546 และ United States

Pharmarcopeia (USP) และวิธี Surface Glass Testตาม USP 32, 34

2. การวิเคราะห์ปริมาณสารหนู (As) ตาม USP 32, 34

3. การทดสอบร้อยละการส่งผ่านแสง สำหรับขวดแก้วสีชา ตามมาตรฐาน มอก. ของภาชนะบรรจุยา

4. การทดสอบต่อการเปลี่ยนแปลงทางความร้อน ตามมาตรฐาน มอก. ของภาชนะบรรจุยา

5. การทดสอบความทนทานการทนต่อแรงดันภายใน ตามมาตรฐาน มอก.523-2546

6. การวิเคราะห์ปริมาณของโลหะหนัก ประกอบด้วยโลหะหนักที่อาจถูกปล่อยจากผิวแก้วเมื่อสัมผัสกับสารละลาย (Leaching Test) และโลหะหนักในเนื้อแก้ว

 

ตัวอย่างมาตรฐานสำหรับภาชนะแก้วบรรจุยาในประเทศไทย

มาตรฐาน มอก. สำหรับภาชนะแก้วบรรจุยาชนิดต่างๆที่กำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

ได้แก่

1. มอก.362-2548 ขวดแก้วบรรจุยาน้ำ

2. มอก.417-2548 ขวดแก้วบรรจุยาเม็ด

3. มอก.532-2546 ขวดแก้วสำหรับบรรจุภัณฑ์เภสัชจากเชื้อที่ใช้ทางหลอดเลือด

4. มอก.501-2546 วิธีทดสอบความทนทานทางเคมีของภาชนะแก้วบรรจุยา

5. มอก.502-2547 หลอดฉีดยา

6. มอก.503-2547 ขวดยาฉีดแก้ว : ทำจากหลอดแก้ว

 

ตาราง ประเภทของภาชนะแก้วบรรจุยา และเกณฑ์กำหนดการวิเคราะห์ทดสอบหาประเภทแก้ว

ตามมาตรฐาน มอก.501-2546 และ USP 32, 34

ประเภท

ลักษณะของแก้ว

วิธีทดสอบ

เกณฑ์ที่กำหนด

ขนาดความจุเต็ม

(ลบ.ซม.)

ปริมาณของสารละลาย

กรดซัลฟิวริก 0.01 โมลาร์

ไม่เกิน

I

แก้วบอโรซิลิเกตที่มีความทนทานทางเคมีสูง ผิวมีความ

เป็นกลางมากที่สุด ใช้กับยาได้ทุกชนิดรวมทั้งที่เป็นด่างอ่อนๆ

แต่เนื่องจากราคาแพงจึงใช้ทำภาชนะแก้วบรรจุยาฉีด

Powered Glass

Test

ทุกขนาด

1.0

 

II

 

แก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกา ที่ผ่านกรรมวิธีดิแอลคาไลน์

ที่ผิวหรือกำจัดด่างที่ผิวแก้วบางส่วนออกอย่างเหมาะสม ใช้ทำ

ภาชนะบรรจุยาฉีดที่มีความเป็นกรดหรือเป็นกลาง โดยเฉพาะ

ใช้ทำขวดน้ำเกลือ

Water Attack

at 121°C

 

ไม่เกิน100

0.7

 

เกิน100

0.2

III

แก้วโซลาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกา ที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยา

ที่ใช้รับประทาน แต่ไม่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีด ยกเว้นทดสอบ

แล้วมีความคงตัวเหมาะสม

Powdered Glass

Test

ทุกขนาด

8.5

 

NP

 

แก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาสำหรับใช้งานทั่วไป

ที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาที่ใช้รับประทานหรือยาที่ใช้ภายนอก

เฉพาะที่ แต่ไม่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีด

Powdered Glass

Test

ทุกขนาด

15.0

 

 

ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วได้ขยายการให้บริการการวิเคราะห์ทดสอบมาโดยตลอด ปัจจุบันสามารถให้บริการวิเคราะห์ทดสอบสมบัติสำคัญของวัสดุแก้วได้ครบ บางรายการสามารถทดสอบได้เพียงที่เดียว เช่น ค่าความหนืดของแก้วด้วย Beam Bending และ Fiber Elongation ความเครียดของแก้วด้วยเครื่อง Strain Viewer เป็นต้น รวมทั้งการวิเคราะห์สิ่งบกพร่องในเนื้อแก้วและสาเหตุของการแตก นอกจากนี้ ยังให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าในเชิงวิชาการที่มาใช้บริการเรื่องผลทดสอบ การทดสอบเป็นการทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีตัวอย่างการทดสอบและเครื่องมือที่มีการให้บริการทดสอบ ดังนี้

 

การทดสอบสมบัติทางความร้อนของแก้ว (ThermoProperties Analysis)

เนื่องจากในขั้นตอนการหลอมของกระบวนการผลิตแก้วต้องใช้อุณหภูมิสูงถึง 1,400°C–1,600°C สมบัติทางความ

ร้อนของแก้วจึงเป็นสมบัติพื้นฐานที่จำเป็นต้องทดสอบ เพื่อให้สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างถูกต้อง

1. การทดสอบสัมประสิทธ์การขยายตัวของแก้วเมื่อร้อน

ทดสอบด้วยเครื่อง Dilatometer สามารถวัดค่าและอุณหภูมิที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการนำไปใช้ได้ถึง 3 ส่วน

คือ

• ค่าสัมประสิทธ์การขยายตัวเมื่อร้อน (Coefficient ofThermal Expansion, COE)

• อุณหภูมิกลาสทรานซิชัน (Glass Temperature, Tg)

• อุณหภูมิอ่อนตัว (Dilatometric Softing Temperature)

แก้วแต่ละชนิดมีสมบัติการเปลี่ยนแปลงขนาดเมื่อได้รับความร้อน หรือค่าสัมประสิทธ์การขยายตัวเมื่อร้อนแตกต่างกันไป เป็นผลมาจากองค์ประกอบของเนื้อแก้วนั้นๆการรู้ค่าเหล่านี้จะทำให้ใช้งานได้ตรงกับสมบัติของแก้ว เช่นไม่ใช้แก้วที่ค่าสัมประสิทธ์การขยายตัวสูงกับงานที่มีการกระทบร้อนและเย็นทันที เพราะจะเกิดการแตกได้ง่าย

2. การวิเคราะห์ค่าความหนืดของแก้วด้วยเครื่อง Fiber Elongation และ Beam Bending

อาศัยหลักการที่ว่าค่าความหนืดของแก้วแปรผันตามอุณหภูมิ เมื่อมีแรงดึงถึงอุณหภูมิหนึ่ง แก้วจะอ่อนตัวและเสียรูปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการยืด ความสัมพันธ์นี้ สามารถนำไปใช้ในการคำนวณหาค่าความหนืด ณ อุณหภูมิที่ทดสอบได้จนถึงอุณหภูมิ 800°C ส่วนค่าความหนืดของแก้วและอุณหภูมิที่สูงมากกว่า 800°C อาจใช้ผลการทดสอบเบื้องต้นมาคำนวณ ได้กราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความหนืด-อุณหภูมิที่ได้มีความสำคัญต่อการเลือกใช้อุณหภูมิสำหรับการหลอมแก้ว การขึ้นรูป และการอบแก้วได้อย่างเหมาะสม

3. การวิเคราะห์หาการเปลี่ยนแปลงทางความร้อนด้วยเครื่อง Thermogravimetric Analysis/Differential

Scanning Calorimeter (TGA/DSC)

เมื่อได้รับความร้อน วัสดุจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเครื่องนี้สามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางความร้อนเชิงพลังงาน และน้ำหนักของแก้วและวัสดุได้ในเวลาเดียวกันปริมาณความร้อน (Heat Flow) ที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เป็นผลมาจากปฏิกิริยาดูดหรือคายความร้อนของวัสดุนั้น ผลการวิเคราะห์ใช้ประกอบในขบวนการผลิตหรือการวิจัย เช่น การหาชนิดของวัตถุดิบ อุณหภูมิการหลอมตัวของส่วนผสม อุณหภูมิการเกิดผลึกของแก้ว เพื่อใช้ในการควบคุมคุณภาพการผลิต ทำให้เลือกใช้อุณหภูมิที่ถูกต้อง และได้แก้วที่มีคุณภาพดี มีความใส ปราศจากตำหนิ

 

การทดสอบสมบัติทางแสงของแก้ว

แก้วเป็นวัตถุที่มีลักษณะเด่น คือ มีความใสและโปร่งแสงการทราบสมบัติด้านนี้จึงมีความจำเป็น งานทดสอบหลักทางสมบัติด้านแสงที่สามารถให้บริการได้ มีดังต่อไปนี้

1. การวัดสีแก้ว ด้วย UV/VIS Spectrophotometer

UV/VIS Spectrophotometer เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดสีของวัสดุในระบบ CIE Lab หรือระบบอื่นได้ทั้งแก้วและเซรามิก โดยเซรามิกใช้ความเข้มข้นของค่าแสงสะท้อน(Reflectance) แต่แก้วใช้ความเข้มข้นของแสงที่ส่องผ่าน(Transmission) หรือ การดูดกลืน (Absorption) ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมแก้วมีความต้องการในการวัดสีแก้วโดยเฉพาะแก้วใสมากขึ้น เพื่อการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบในกระบวนการผลิต จึงมีความจำเป็นต้องมีเครื่องมือวัดสีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อผลการทดสอบที่ถูกต้อง ตอบสนองต่อความต้องการผู้ประกอบการ นอกจากนี้สามารถวัดค่าPurity, Dominant Wavelength, Ferrous Ion วัดการสะท้อนของแสง และวัดความหนาฟิล์มที่ติดกระจก

2. การวัดความเครียดของแก้วด้วย Strain Viewer

เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความเครียดที่เหลืออยู่ (Residual stress) ในผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยแก้วในเชิงปริมาณได้ตามมาตรฐาน ASTM C-148 มีชุดแหล่งกำเนิดแสงโพลาไรซ์ (Polarized Light Source) โดยสามารถหาระดับความเครียด (Tempered Number) และสามารถแสดง Profile ความเครียดในรูปของสี

3. ดัชนีหักเหของแก้ว (Refractive Index)

เป็นค่าที่ใช้วัดความเป็นประกายของแก้วเมื่อได้รับแสง แก้วทั่วไปมีค่าดัชนีหักเห 1.52 แต่แก้วเจียระไนซึ่งมีความแวววาวกว่า ค่าดัชนีหักเหจะสูงมากกว่า 1.5 สามารถทดสอบค่าดัชนีหักเหของแสงของแก้วด้วย Refractometer

 

การวิเคราะห์ทดสอบด้านเคมี

แก้วเป็นวัสดุที่มีความเสถียรสูง แต่อย่างไรก็ตามมีความจำเป็นที่ต้องทำการทดสอบทางด้านเคมี เพื่อความมั่นใจของ

ผู้บริโภคและประกอบการส่งออก การทดสอบความทนทานต่อสารเคมีของแก้ว ทั้งความทนกรด-ทนด่างฟอสเฟต และ

ความทนทานต่อน้ำ ตามวิธีมาตรฐาน ได้แก่ ISO 10629,ISO 18424, ISO 9689 และ ISO 719 ตามลำดับ นอกจากนี้

ยังวิเคราะห์ตามความต้องการของลูกค้า เช่น การหาชนิดของแก้วตามมาตรฐาน มอก.501-2546

 

การทดสอบหาองค์ประกอบทางเคมีของแก้วและวัตถุดิบด้วย Wavelength dispersive X-ray fluorescence (XRF)

เป็นเครื่องมือสำหรับใช้วิเคราะห์หาชนิดและปริมาณธาตุหรือออกไซด์ต่างๆ ในแก้วและวัสดุทั่วไป เป็นวิธีการหาองค์

ประกอบทางเคมีที่เป็นที่ยอมรับและใช้กันกว้างขวาง เพราะรวดเร็วและมีความเที่ยงตรง สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งเชิง

คุณภาพและเชิงปริมาณ ที่พิเศษคือ เครื่องของกรมวิทยาศาสตร์บริการ สามารถวิเคราะห์ธาตุโบรอนได้ เหมาะกับ

การวิเคราะห์ Fiber glass และหลอดไฟ